Category : Review

วิจารย์ ผลงานเพลงร็อคเพลงเมทัล

mounted_cover5
Flying Colors – S/T

Fog Review  : Flying Colors – S/T หลังจากที่ Dream Theater เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เนื่องจากเฮียพอร์ตนอยได้ลาออกด้วยความไม่เข้าใจกันกับเพื่อนๆในวงจนทางวงต้องออดิชั่นหามือกลองใหม่จนได้พี่แมนจินีมาแล้วก็ทำ A Dramatic Turn of Events ออกมา ซึ่งผมก็เชื่อว่าหลายๆท่านคงจะลุ้นกันอยู่แน่ๆว่าทางวงจะมาหรือไม่ในกลางปีนี้ ส่วนเฮียพอร์ตนอยก็ได้เปรยๆไว้ว่าอยากกลับเข้าวง แต่ก็โดนปฏิเสธ จึงทำให้แกรู้สึกเจ็บปวดพอดูที่วงที่ (ตัวเองคิดว่า) หมายมั่นปั้นมือมาทำร้ายกันได้อย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม เวลาก็ไม่เคยคอยท่าใคร หลังจากที่เกริ่นกันมาคร่าวๆแล้ว ผมขอเข้าเรื่องเลยก็ละกัน หลายๆท่านคงจะทราบกันแล้วปีก่อนเฮียพอร์ตนอยแกได้ผุดโปรเจ็คเฮฟวี่ (ขี้โม้) อย่าง Adrenaline Mob (ขอย่อเป็น A-Mob) ที่มีพี่รัสเซล อัลเลนมาร่วมร้องด้วย ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่า A-Mob นี้กินยาผิดสำแดงกันมารึเปล่า เพราะงานออกมาแลจะรุ่งริ่งมากกว่ารุ่งเรืองเสียอีก แต่ในระหว่างที่เฮียพอร์ตนอยทำ A-Mob อยู่ แกก็มีโปรเจ็คอีกหนึ่งชิ้นที่รวมดาราโปรเกรสสีฟร็อครุ่นเก๋ามาไว้ในวงเดียว (เช่นเดียวกับ Transatlantic) โดยสมาชิกร่วมอุดมการณ์ประกอบไปด้วย น้าสตีฟ และน้านีล มอร์ส (ไม่ได้เป็นญาติกันแต่ดันนามสกุลเหมือนกัน) เดฟ ลารู และ เคซี่ แม็คเฟอร์สัน นักร้องจาก Alpha Rev ส่วนชื่อ Flying Colors นั้นเฮียพอร์ตนอยคิดได้ในระหว่างที่ทำอัลบั้มกันอยู่ มีแฟนเพลงคนหนึ่งถามแกว่า ถ้าใช้ชื่อ Morse Code มันจะดูโหลไปไหม และแกก็ตอบกลับไปว่า น้าสตีฟเคยคิดจะใช้ชื่อนี้อยู่เหมือนกัน แต่ติดตรงที่ว่ามีคนใช้ชื่อนี้อยู่แล้ว จึงตกลงกันว่าจะใช้

Alcest-Les Voyages De L ame
Alcest – Les Voyages De L’Âme

1. Autre Temps 2. Là Où Naissent Les Couleurs Nouvelles 3. Les Voyages De L’Âme 4. Nous Sommes L’Emeraude 5. Beings of Light 6. Faiseurs De Mondes 7. Havens 8. Summer’s Glory ในช่วงสองปีนี้ Neige มีงานต้องทำมากมายทีเดียว ทั้ง Lantlos ที่ทำร่วมกับ Herbst และล่าสุดก็มี Old Silver Key ซึ่งเป็นโปรเจ็คร่วมกับ Drudkh ทั้งวง ส่วน Alcest ซึ่งเป็นงานหลักก็ได้ออกมิวสิกวีดีโอเพื่อโปรโมตอัลบั้มใหม่เมื่อปลายปีก่อนนี้เอง และในหลังจากปีใหม่มาไม่กี่วันนี้ เขาก็ได้ฤกษ์คลอดงานชุดใหม่เสียที เพลงที่ใช้เปิดตัวอัลบั้มนั้นก็คือ Autre Temps ซึ่งก็เป็นแทร็คแรกของอัลบั้มนี้ด้วยเช่นกัน เท่าที่ผมได้ดูมา เอ็มวีตัวนี้ให้ความรู้สึกที่ชวนฝันมากๆ โดยเฉพาะสถานที่ถ่ายทำและลูกเล่นต่างๆที่ทำให้สามารถถ่ายทอดอารมณ์ของเพลงได้อย่างลึกซึ้ง ส่วนตัวเพลงนั้นก็มีความไพเราะไม่แพ้กัน แม้สุ้มเสียงจะไม่ได้มีความแปลกใหม่มากมายนัก เพลงของเขาก็ยังคงเอกลักษณ์ไว้เช่นเดิม ด้วย Autre Temps เพียงเพลงเดียวจึงอาจจะยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของดนตรีเท่าใดนัก ถ้าหากฟังไปเรื่อยๆแล้วก็จะสังเกตได้ถึงบรรยากาศที่ลอยฟุ้งและชวนเคลิ้มมากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย พ่วงกับสุ้มเสียงที่สะอาดและดูกระชับขึ้น ส่วนท่อนรัวกลองแบบแบล็คเมทัลนั้นเราอาจจะไม่ได้ยินมากนักในชุดนี้ (อาจน้อยกว่าชุดก่อน) รวมถึงเสียงสำรอกของ

1044169675-1
Liliuminarium – 無題 EP.

1. 無題 #1 2. 無題 #2 3. 無題 #3 4. 無題 #4 5. Demolished Territory (Harsh Reality Mix) หลังจากที่ Liliuminarium ได้สั่งสมประสบการณ์ในการแต่งเพลงแนวนอยส์ไปเมื่อปีก่อน จากหนึ่งอัลบั้มเต็ม (Demolished Territory) หนึ่งอีพี (The Surgery) และอีกหนึ่งการแสดงสดที่งาน Make Noise, Not War ซึ่งตัวผู้เขียนเองก็ได้ไปร่วมแสดง (หรือเรียกตามประสาชาวบ้านว่าปล่อยไก่) ด้วยเช่นกัน และล่าสุดเขาก็ได้ทำอีพีออกมาอีกหนึ่งชุด โดยใช้เวลาทำเพียงสองวันเท่านั้น นับตั้งแต่ที่ผมได้ฟังเพลงของเขามา (เพราะเขามักจะส่งมาให้ฟังเป็นประจำ) ผมรู้สึกได้เลยว่างานชุดนี้มีความหนักหน่วงและทะลวงโสตประสาทมากกว่างานก่อนๆที่ได้ทำมา ซึ่งนั่นก็ตอกย้ำว่าสิ่งที่เขากล่าวเกี่ยวกับงานอีพีนี้มีความชัดเจนโดยแท้จริง 無題 (Mudai) พาร์ตแรกเปิดตัวกันแบบทะลวงโสตประสาทด้วย Harsh Noise Wall ที่หนักหน่วงรุนแรงมากกว่างานชุดก่อนๆ จึงให้ความรู้สึกที่รั่วหลุดโลกได้อย่างเต็มที่ พาร์ตสองเขาได้นำแซมเปิ้ลเสียงร้องไห้ของชาวเกาหลีเหนือจากการถึงแก่อสัญกรรมของประธานาธิบดีคิม จอง อิล มายำเสียให้เกิดเสียงที่โหยหวนปนสยองขวัญราวกับเสียงในบ้านผัสิงก็ไม่ปาน พาร์ตสามเป็นการนำแซมเปิ้ลมาจาก Adult Video (ซึ่งคุณสุภาพบุรุษน่าจะรู้จักกันดี) แนวซาดิสต์มาผสมกับเสียงแตกจนแม้ตัวแซมเปิ้ลที่ซาดิสต์อยู่แล้วก็ยิ่งเพิ่มอารมณ์เถื่อนปนวิตถารเข้าไปอีก (จนบางทีผู้เขียนก็มีอารมณ์เพศเสียเองเลยละ) และพาร์ตสี่ก็ถือเป็นการคูลดาวน์ด้วย Noise Wall นิ่งๆ ที่ผ่อนเบาลงมาหน่อยจากแทร็คแรก (แต่ก็ยังถือว่าหนักอยู่ดีสำหรับคนฟังทั่วๆไป) ส่วนเพลงสุดท้ายซึ่งเป็นรีมิกซ์เวอร์ชั่นของ Demolished Territory ก็ให้ความรู้สึกคนละแบบกับตัวต้นฉบับซึ่งจะเน้นความมืดมิดมน ในเวอร์ชั่นรีมิกซ์นี้จะเน้นการทำลายล้างซึ่งน่าจะเหมาะกับชื่อเพลงมากกว่า

Divine Ascension - As The Truth Appears - CD
Divine Ascension – As the Truth Appears

Fog Review 1. Answers 2. Visionary 3. In My Mind 4. Vision Divine 5. Guided by Osiris 6. One Last Caress 7. Garden of Evil 8. Another Battlefield 9. Hope Rising 10. Civilization 11. Unscathed 12. Not Today งวดนี้ Nightmare Records ซึ่งเป็นสังกัดโปรเกรสสีฟเมทัลจากอเมริกาได้รับวงรุ่นใหม่เข้ามามากมาย ซึ่งแต่ละวงก็ถือว่าใหม่สดกันทั้งนั้น คราวนี้ทางค่ายก็ได้วงเลือดใหม่ที่ข้ามฟากมาจากแดนจิงโจ้ด้วย ซึ่งก็คือ Divine Ascension ซึ่งมีกระบอกเสียงเป็นหญิง และภาคดนตรีที่ทำให้นึกถึง Nightwish และ After Forever อยู่นิดๆ แต่เท่านั้นไม่คงไม่พอ เพราะพวกเขาและเธอมีอิทธิพลของดนตรีโปรเกรสสีฟและเพาเวอร์เมทัลจากรุ่นพี่ๆมาผสมอยู่ด้วย Divine Ascension ก่อตั้งเมื่อปี 2007 โดยตอนนั้นมีสมาชิกแค่สี่คน ประกอบด้วย เจนนิเฟอร์ บอร์ก (ร้องนำ) โรเบิร์ด อิงลิส (ริธึ่มกีต้าร์) คาร์ล ซูลิค

cynicepcover2011-400x395
Cynic – Carbon-Based Anatomy

Review  : Fog 1. Amidst the Coal 2. Carbon-Based Anatomy 3. Bija! 4. Box Up My Bones 5. Elves Beam Out 6. Hieroglyph ช่วงนี้ Cynic ดูจะผ่านเวลาที่เชี่ยวกรากมาพอสมควร ประกอบกับวงนี้มีการเปลี่ยนแปลงด้านสมาชิกกันบ่อยมาก จนปัจจุบันเหลือสมาชิกที่เป็นแกนหลักเพียงสองคนเท่านั้น คือพอล มาสวิดัล (กีต้าร์/ร้องนำ) และฌอน ไรเนิร์ต (กลอง) ส่วนสมาชิกที่เหลือนั้นก็จะเป็นเพียงเซสชั่นเท่านั้น โดยล่าสุดนั้น ทางวงก็ได้ประกาศว่าจะปล่อยอีพีใหม่ในช่วงกลางเดือนนี้ อาร์ตเวิร์คของอัลบั้มนี้ก็ยังคงเป็นของลุงร็อบ เวโนซา ที่ได้ทำไว้ให้กับวงก่อนแกจะเสียชีวิตลงจากโรคมะเร็งที่แกต้องต่อสู้มานานถึงแปดปี (ลุงคนนี้น่าจะเป็นนักวาดประจำวง Cynic เลยก็คงจะได้เพราะทำให้ทุกชุด) ส่วนไลน์เบสของอีพีนี้ ทางวงก็ยังเรียกใช้บริการเพื่อนเก่าอย่างฌอน มาโลนเช่นเดียวกับชุดก่อนๆ ทิศทางดนตรีของพวกเขาในอัลบั้มนี้แลจะเปลี่ยนแปลงไปจากงานก่อนๆเล็กน้อย เดิมที Focus ซึ่งเป็นอัลบั้มแรกนั้นก็ยังมีเสียงสำรอกแบบเดธอยู่ ผสมกับการใช้เสียงร้องแบบหุ่นยนต์โวโคเดอร์ไปด้วย ซึ่งถือเป็นอะไรที่ใหม่มากในยุคต้น 90s โดยในตอนนั้นใครๆก็ถือว่าพวกเขาเป็นวงต้นกำเนิดของเทคนิคัลเดธไปเลยก็ว่าได้ แต่พอมาถึง Traced in Air ซึ่งห่างจากงานชุดแรกไปสิบกว่าปี เสียงสำรอกก็โดดเด่นน้อยลง แทนที่ด้วยบรรยากาศที่ล่องลอบชวนท่องอวกาศและความเป็นโปรเกรสสีฟเมทัลก็เริ่มชัดเจนขึ้น (ไม่นับ Re-Traced ที่เป็นการเอาเพลงเก่ามาทำใหม่ให้เบาลงกว่าเดิม) มาอีพีใหม่นี้ พวกเขาได้ละทิ้งเสียงสำรอกแบบเดธไปโดยสิ้นเชิง รวมถึงเสียงร้องผ่านโวโคเดอร์ด้วย จึงส่งผลให้เสียงร้องของพอลนั้นมีความสะอาดและชัดเจนขึ้น (ซึ่งยิ่งฟังก็ยิ่งพาลนึกไปถึงพี่แว่น วิลสันเลยละ ฮา…)

Steven Wilson - Grace for Drowning
Steven Wilson – Grace for Drowning

Steven Wilson – Grace for Drowning  Review : Fog Deform to Form a Star 1. Grace for Drowning 2. Sectarian 3. Deform to Form a Star 4. No Part of Me 5. Postcards 6. Raider Prelude 7. Remainder the Black Dog Like Dust I Have Cleared from My Eye 1. Belle de Jour 2. Index 3. Track One 4. Raider II 5. Like Dust I Have Cleared from My Eye ปีนี้ก็ดูจะเป็นอีกปีหนึ่งพี่แว่นหล่อ

Pain of Salvation - Road Salt Two
Pain of Salvation – Road Salt Two

โดย Fog Pain of Salvation – Road Salt Two 1. Road Salt Theme 2. Softly She Cries 3. Conditioned 4. Healing Now 5. To the Shoreline 6. Break Darling Break (Bonus) 7. Eleven 8. 1979 9. Of Salt (Bonus) 10. The Deeper Cut 11. Mortar Grind 12. Through the Distance 13. The Physics of Gridlock 14. End Credits   ช่วงปีสองปีนี้ดูพี่แดเนียลและผองเพื่อนดูจะขยันเป็นพิเศษ ซึ่งก็เป็นเพราะทางวงได้แบ่ง Road Salt ออกมาเป็นสองชุดนั่นเอง แน่นอนว่า หลังจากออกภาคแรกมาแล้ว พวกเขาก็เดินหน้าทำภาคสองต่อทันที โดยในทีแรกนั้นงานชุดนี้จะออกวางแผงเมื่อปลายปีก่อน แต่กลับกลายเป็นว่าต้องเลื่อนขึ้นมาเรื่อยๆขึ้นมาจนถึงช่วงนี้เอง และว่ากันว่างานภาคต่อนี้จะเน้นสุ้มเสียงหนักแน่นมากขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ยังคงความต่อเนื่องจากภาคก่อนเอาไว้ด้วย

Dream-Theater-A-Dramatic-Turn-Of-Events
Dream Theater – A Dramatic Turn of Events

บทความโดย Fog 1. On the Backs of Angels 2. Build Me Up, Break Me Down 3. Lost Not Forgotten 4. This is the Life 5. Bridges in the Sky 6. Outcry 7. Far from Heaven 8. Breaking All Illusions 9. Beneath the Surface ช่วงปีสองปีมานี้ Dream Theater ก็ยังคงขยันเดินสายออกงานอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่แล้วทุกสิ่งก็มาหยุดชะงักลงเพราะเฮียพอร์ตนอยได้ลาออกจากวงไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบ หรือเอาง่ายๆก็คืองอนเพื่อนนั่นเอง เหตุเนื่องจากพี่แกไปขอให้เพื่อนๆพักวงสักห้าปีแล้วค่อยกลับมาใหม่ แต่สมาชิกที่เหลือไม่เห็นด้วยและยังจะทำงานต่อไป สุดท้ายเฮียแกเลยจำต้องออกจากวงไปเสียเอง ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็แลจะช็อคทั้งแฟนๆทั้งตัววงเองอยู่มากพอสมควร แต่ทางวงก็ต้องเดินหน้าต่อไปด้วยการออดิชั่นมือกลอง โดยพวกเขาได้ทำคลิปสารคดีติดตามการออดิชั่นซึ่งใช้ชื่อว่า The Spirit Carries On (เหมือนชื่อเพลง) ส่วนมือกลองแต่ละคนที่มาร่วมออดิชั่นครั้งนี้ก็มีฝีไม้ลายมือไม่ธรรมดากันทั้งสิ้น ซึ่งแต่ละคนก็พอฟัดพอเหวี่ยงกันน่าดู สุดท้าย ทางวงก็มาลงตัวที่พี่ไมค์ แมนจินี (ต่อไปนี้ผมจะเรียกสั้นๆว่าพี่แมนละกันครับ) ซึ่งพี่แมนแกก็มีประสบการณ์โชกโชนอยู่ไม่น้อย แถมยังเคยเป็นอาจารย์สอนกลองที่วิทยาลัยดนตรีชื่อดังอย่างเบิร์คลีอีกด้วย (พอได้เข้าวงก็ลาออกจาวิทยาลัยทันที เพราะคงจะมีเวลาสอนไม่พอแน่ๆ)

wpid-Karmakanic_2011_In_A_Perfect_World_Lossless_
Karmakanic – In a Perfect World

1. 1969 2. Turn It Up 3. The World is Caving In 4. Can’t Take it with You 5. There’s Nothing Wrong with the World 6. Bite the Grit 7. When Fear Came to Town หลังจากเขียนแต่งานเมทัลหนักๆมาก็หลายเดือนอยู่ ตั้งแต่มีนิตยสาร Into the Pit มา ผมก็ไม่ได้เขียนอะไรที่มันเบาๆนุ่มๆอย่างที่ชอบมากนัก นานๆจะเลือกงานเพลงหล่อๆมาลุยสักหนหนึ่ง โดยวันนี้ผมใคร่ขอเลือกวงแสนรักจากสวีเดนก่อนเสียหนึ่งวงที่ตั้งใจว่าจะเขียนมานานแล้ว พวกเขาก็คือ Karmakanic จากแดนไวกิ้งที่รวมดาวรุ่นใหญ่แห่งสาขาโปรเกรสสีฟร็อคไว้มากเหลือเกิน เริ่มจากสามสมาชิกหลักที่ยังอยู่ครบคือ น้าโกรัน เอ็ดแมน (ร้องนำ) คริสเตอร์ จอนส์สัน (กีต้าร์) และน้าโยนัส เรนโกลด์ (เบส) ส่วนสมาชิกที่เปลี่ยนไปก็ประกอบไปด้วยมือคีย์บอร์ดที่มีมาถึงสองคนคือ ลาลล์ ลาร์สสัน และ นิลส์ เอริกสันที่พ่วงตำแหน่งร้องนำร่วมกับน้าเอ็ดแมนด้วย ส่วนมือกลองนั้นเดิมทีก็เป็น โซลทัน ซอร์ส ที่อยู่กันมาตั้งแต่ The Flower Kings

DSC00276
Live Report : METAL NIGHT CHIANGRAI

เมื่อวันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม 2011 ที่ผ่านมาผมมีโอกาศได้รับ Teg จาก Jex Spylo (Tsd) จากกลุ่ม NorthernStreetTeamCR กลุ่มคนฟังเพลงร็อคเพลงเมทัลในเชียงราย ว่าจะมีงาน METAL NIGHT ที่ร้านแถวๆ หน้า มหาวิทยาลัยเเม่ฟ้าหลวง และแล้วบ่ายแก่ๆ ของเย็นวันเสาร์ ผมก็ได้มีโอกาศเดินทางไปงานนี้ ผมเดินทางมาก่อนเวลา 1 ชั่วโมง ก่อนที่วงดนตรีจะเล่น ผมก็พบกับเหล่าสาวกหูเหล็ก ไม่มากนัก นั่งซัดเบียร์ เผาหัวรออยู่ที่หน้าร้าน สี่ห้าท่าน ด้วยความที่ผมเข้าพรรษา จึงมิอาจกล้าเตะ เบียร์037 อันยัวยวลน้ำลายได้ ผมเลย จัดเบอร์ดี้ที่ เซเว่น ข้างๆ ไป 1กระป๋อง หวังจะให้ คาเฟอีนในเบอร์ดี้ ช่วยลดบรรเทา ความอยากของ เบียร์037 ได้ลงบ้าง หลังจากนั้นไม่นาน เหล่าสาวกเพลงหูเหล็ก หลายๆท่านก็เดินทางมาถึง ทีละคนสองคน จะสังเกตเห็นว่างานดนตรีครั้งเป็นงานดนตรี ระดับ พื้นๆ ที่จัดกันเอง และเชิญเพื่อนๆ สหายๆที่เล่นดนตรีมาร่วมแจมกันมากกว่า โดยร้านที่จัดให้แสดงนั้น โครตเก๋า บรรยากาศ ง่ายๆ งานนี้มีคนที่ได้ผลพลอยได้จริงๆ คือ อาบังขายโรตีหน้างานครับ จัดโรตีให้กับเหล่าสาวกที่ไม่ได้แดกข้าวเย็นมา ได้เงินหลายร้อยบาท มีเงินไปแอ่วมุมคนเมือง แด๊นกับสาวๆ กันเลยทีเดียว และเเล้วพื้นที่หน้างานก็เต็มไปด้วยเหล่าสาวกหูเหล็กที่แฝงตัวในที่ต่างๆของ

Cynthesis - DeEvolution
Cynthesis – DeEvolution

Review : Fog 1. The Man Without Skin 2. Incision 3. Divided Day 4. Shallow World 5. Profits of Disaster 6. The Edifice Grin 7. Twilight 8. A Song of Unrest ช่วงนี้มีวงโปรเกรสสีฟเมทัลผุดขึ้นมามากมายพอสมควร แต่อาจจะหาที่ดูเตะหูยากเสียหน่อย อาจะเป็นเพราะช่วงนี้ผมฟังงานแนวอื่นๆมากกว่าแนวนี้ก็เป็นได้ จนกระทั่งมาเจอ Cynthesis ซึ่งดูเหมือนจะเป็นวงหน้าใหม่ แต่พอฟังกีต้าร์กับเบสแล้วก็ถึงบางอ้อทันทีละครับว่า ที่แท้วงนี้ก็เป็นของแฝดนรกตระกูลทิปตันจาก Zero Hour (ZH) โดยพ่วงเอริก รอสโวลด์ ซึ่งเป็นนักร้องนำในช่วงสองอัลบั้มแรกของ ZH มาด้วย โดยวงนี้ก็เริ่มก่อตั้งกันในปี 2007 โดยเจสันได้เริ่มเขียนเพลงสำหรับ Cynthesis นี้ไว้ล่วงหน้า และก็ได้ติดต่อกับเอริกจนได้มาร่วมงานกันอีกครั้ง ส่วนทางด้านมือกลองนั้นทรอยแนะนำว่า ฌอน ฟลาเนแกน ผู้เคยฝากผลงานไว้กับ Enchant มาแล้วน่าจะเหมาะสมที่สุด ทางด้านโปรดิวเซอร์นั้นก็ยังคงเป็นดิโน อัลเดนเจ้าเก่าที่เคยร่วมงานกันมาตั้งแต่สมัย ZH แล้ว ดูจากสมาชิกแล้วคาดว่ารูปแบบของเพลงนั้นไม่น่าจะฉีกไปจาก ZH เท่าใดนัก แต่พอฟังจริงๆแล้ว บรรยากาศนั้นแลจะแตกต่างกันพอสมควร อย่างตอนที่เล่นกับ ZH

Unexpect - Fables of the Sleepless Empire
Unexpect – Fables of the Sleepless Empire

1. Unsolved Ideas of a Distorted Guest 2. Words 3. Orange Vigilantes 4. Mechanical Phoenix 5. The Quantum Symphony 6. Unfed Pendulum 7.In the Mind of the Last Whale 8. Silence This Parasite 9. A Fading Stance 10. When a Joyful Dead Are Dancing 11. Until Yet a Few More Deaths Do Us Part Unexpect นี้ถือเป็นวงเมทัลที่อยู่มาได้นานพอควรอีกหนึ่งวงที่ไม่ค่อยได้ออกอัลบั้มกันมากนัก ไม่ทราบด้วยสาเหตุใดเช่นกัน แต่ตอนนี้ พวกเขาและเธอได้กลับมาแล้วกับงานชุดใหม่ซึ่งถือเป็นงานชุดที่สาม โดยที่สมาชิกวงนั้นมีการเปลี่ยนไปเล็กน้อยเท่านั้น และก่อนหน้านี้ไปสองปี ทางวงก็ได้ร่วมทัวร์กับ Dream Theater, Opeth และ Bigelf ในงาน Progressive Nation

Devin Townsend Project - Deconstruction & Ghost
Devin Townsend Project – Deconstruction & Ghost

(24 พ.ค.54) ในช่วงกลางปีนี้ถือว่าเป็นช่วงที่ศิลปินน้อยใหญ่พากันเดินขบวนพาเหรดเข็นอัลบั้มมาให้ฟังกันมากมายเหลือเกิน โดยเฉพาะฝั่งเดธเมทัลที่ถือว่าเป็นเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นพอสมควร สำหรับการกลับมาของวงรุ่นใหญ่อย่าง Autopsy และ Morbid Angel แต่ ณ วันนี้ ผมใคร่ขอบรรยายถึงอีกหนึ่งศิลปินผู้ขยันออกงานอยู่เรื่อยๆในระยะเวลาสองสามปีนี้อย่างพี่เหม่งเดวิน ทาวน์เซนด์ โดยปีนี้แกจะออกสอง (หรือสาม) อัลบั้มรวดภายในปีเดียวซึ่งแน่นอนว่าคือ Deconstruction และ Ghost ซึ่งแกได้บอกคร่าวๆไว้นานแล้วว่างานแรกจะเป็นอะไรที่หนักหน่วงมาก ในขณะที่งานหลังจะเป็นงานที่เบามาก (เพราะเป็นแอมเบียนท์) แต่อันหลังนี่มีแววว่าจะต่อยอดไปออกอีกเป็น Ghost 2 ตอนราวๆปลายปีด้วย เรียกว่าแกขยันทำงานมากจริงๆ แถมต่อไปแกยังจะมีอัลบั้มที่คาดว่าจะเล่นเป็นบลูส์ร็อคสไตล์ Lynyrd Skynyrd อีกต่างหาก โดยใช้ชื่อว่า Epicloud (ขอบคุณคุณวิสที่เอื้อเฟื้อข่าวคราวมา ณ ที่นี้) และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมขอเริ่มจาก Deconstruction ณ บัดนี้ครับ 1. Praise the Lowered 2. Stand 3. Juular 4. Planet of the Apes 5. Sumeria 6. The Mighty Masturbator 7. Pandemic 8. Deconstruction 9. Poltergeist ตอนที่ผมได้ฟังงานชุดนี้ในรอบแรกๆ (ตามธรรมเนียมที่อัลบั้มนี้หลุดออกมาก่อนกำหนดเป็นเดือนเลย) ผมรู้สึกว่ามันอาจจะไม่หนักอย่างที่เจ้าตัวบอกไว้

A Day To Remember - Homesick (2009)
A Day To Remember – Homesick (2009) [Pop Punk/Metalcore]

เมื่อเอ่ยถึงวง Pop Punk ในขณะนี้ คงหนีไม่พ้นชื่อนี้ A Day To Remember ที่ผสมผสานดนตรี Pop Punk กับ Metalcore เข้าด้วยกันอย่างลงตัว นับเป็นวง Pop Punk ลูกผสมที่มีความโดดเด่น และมีคุณภาพอยู่ในขณะนี้ ทางวงประกอบไปด้วยสมาชิก 5 คน คือ 1.Jeremy McKinnon – lead vocals 2.Neil Westfall – rhythm guitar, backing vocals 3.Kevin Skaff – lead guitar, vocals 4.Joshua Woodard – bass guitar 5.Alex Shelnutt – drums, percussion เราคงไม่ต้องสาถยานคุณภาพของวงมาก มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า กับอัลบั้มชุดล่าสุด ที่มีชื่อว่า Homesick มีทั้งหมด 12 แทร็ค 1.The Downfall of Us All 2.My Life for Hire 3.I’m

ปกอัลบั้ม
Blackfield – Welcome to My DNA

1. Glass House 2. Go to Hell 3. Rising of the Tide 4. Waving 5. Far Away 6. Dissolving with the Night 7. Blood 8. On the Plane 9. Oxygen 10. Zigota 11. DNA หลังจากที่ปล่อยให้รอกันมาเสียเนิ่นนาน อัลบั้มแรกของพี่แว่น วิลสันในรอบปีนี้ก็ได้คลอดออกมาแล้ว โดยพี่แกได้กลับมาร่วมงานกับหนุ่มนักร้องหน้าหยกอารมณ์อ่อนไหวอย่างอวิฟ เกฟเฟนอีกครั้งในนามของ Blackfield นี้เอง หลังจากที่ปล่อยให้รอเก้อมาตั้งแต่ต้นปี โดยก่อนหน้านี้ทางวงก็ได้ปล่อยเพลงเปิดอัลบั้มอย่าง Glass House มาให้ชิมลางกันก่อน ซึ่งเท่าที่ผมฟังมาก็ยังคงเส้นคงวาเหมือนเดิมในทุกด้าน เว้นแต่เพลงจะสว่างขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ซึ่งก็น่าจะเดาทิศทางของอัลบั้มกันได้ทันที และอัลบั้มนี้ก็ออกมาเป็นสองฟอร์แม็ตได้แก่ซีดีในกล่องดิจิบุ๊คเรียบหรู และไวนิลที่มีจำนวนจำกัดเพียงสองพันก็อปปี้ ซึ่งหากใครเป็นเป็นคอแผ่นเสียงคงไม่พลาดแน่นอน เรื่องหน้าที่การแต่งเพลงโดยปกตินั้น พี่แว่นจะมีส่วนร่วมอยู่พอสมควร แต่ในอัลบั้มนี้ การแต่งเพลงทั้งหมดจะมาอยู่ที่อวิฟคนเดียว จะยกเว้นก็แต่ซิงเกิ้ล Waving เพียงเพลงเดียวที่พี่แว่นรับหน้าที่ และแกไม่ค่อยได้ร่วมแต่งเพลงในงานชุดนี้ก็เพราะในขณะเดียวกันแกก็กำลังทำงานเดี่ยวชุดที่สองของตัวเองอยู่ ซึ่งแกก็แง้มๆไว้ใน Facebook แล้วว่าจะเป็นอัลบั้มคู่อย่างแน่นอน และยังเหลืองานคู่หูคู่รักกับไมเคล โอเกอร์เฟลต์ (อันนี้คืออ่านตามภาษาสวีดิชเลยนะฮะ) ณ Opeth ในนาม Storm


Uses wordpress plugins developed by www.wpdevelop.com
thomas davisthomas davis